6 พฤษภาคม 2558

แบงก์ทำตัวยังไง เมื่อดอกเบี้ยนโยบายขยับ

แบงก์ทำตัวยังไง เมื่อดอกเบี้ยนโยบายขยับ ตอนที่ 1: ขยับดอกเบี้ยไปเพื่ออะไร ?!?

อัตราดอกเบี้ยนโยบาย คือดอกเบี้ยแกนหลักของประเทศซึ่งมีหน้าที่ประครองเศรษฐกิจให้เดินหน้าไปอย่างมั่นคง ไม่ตกต่ำจนประชาชนเดือนร้อน และไม่ร้อนแรงเกินไปจนสุ่มเสี่ยง

อัตราดอกเบี้ยนโยบายนี้ จะว่าไปก็เปรียบเหมือนคันเร่งและแป้นเบรคของรถยนต์ ซึ่งเจ้ารถยนต์นี้ก็คือการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ

เมื่อเศรษฐกิจชักจะเหงาหงอย เติบโตต่ำ ซึ่งเปรียบเหมือนรถยนต์ที่วิ่งช้าลงจนแทบหยุด โดยหลัก ๆ ก็จะดูจากการเติบโตผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Production หรือ GDP) ที่ชะลอตัว ยอดการส่งออกสุทธิที่ลดลง และอัตราเงินเฟ้อที่ต่ำลง คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ก็จะเหยียบคันเร่งด้วยการ “ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย” เพื่อส่งสัญญาณให้กลไกหลักในตลาดการเงิน ซึ่งก็คือแบงก์พาณิชย์ ปรับลดดอกเบี้ย เพื่อกระตุ้นให้เศรษฐกิจมีแรงฮึดจนกลับมาคึกคักได้อีกครั้ง กล่าวคือ

1) ส่งสัญญาณให้แบงก์พาณิชย์ “ในฐานะเจ้าหนี้” ลดดอกเบี้ยเงินกู้ เพื่อให้ลูกหนี้ซึ่งมีทั้งประชาชนและภาคธุรกิจหายใจหายคอได้คล่องขึ้นด้วยเหตุที่ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยจะลดลง … เมื่อดอกเบี้ยต่ำลง ลูกหนี้ที่เป็นประชาชนผู้บริโภค ก็มีแนวโน้มจะใช้จ่ายด้วยการก่อหนี้มากขึ้น เช่น หนี้บัตรเครดิต หนี้สินเชื่อส่วนบุคคล และเมื่อดอกเบี้ยต่ำลง ลูกหนี้ที่เป็นภาคธุรกิจ ก็มีแนวโน้มที่จะกู้ยืมเพื่อไปลงทุนทำธุรกิจมากขึ้น

2) ส่งสัญญาณให้แบงก์พาณิชย์ “ในฐานะลูกหนี้” ลดดอกเบี้ยเงินฝาก เพื่อกดดันให้ลูกค้าเงินฝาก คิดอ่านนำเงินออมที่ได้ดอกเบี้ยต่ำลงไปใช้จ่ายมากขึ้น หรือไม่ก็เอาไปลงทุนอย่างอื่นที่ได้ผลตอบแทนสูงขึ้น



นอกจากนั้น การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย โดยกลไกแล้วก็คือการปรับลด “อัตราดอกเบี้ยธุรกรรมซื้อคืนพันธบัตรระยะเวลา 1 วัน” (1-Day Repurchase Rate หรือเรียกสั้น ๆ ว่า 1-Day Repo Rate) ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยสำหรับธุรกรรมกู้ยืมระยะสั้นระหว่างสถาบันการเงิน ที่มีธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นเจ้ามือหลักอยู่ในตลาด และมีธนาคารพาณิชย์เป็นคู่ค้าหลัก ซึ่งเจ้าอัตราดอกเบี้ย 1-Day Repurchase Rate นี้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นและระยะกลางด้วยเช่นกัน กล่าวคือ เมื่อเจ้า 1-Day Repo Rate ถูกปรับลดลง  อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรภาครัฐ (กระทรวงการคลังและแบงก์ชาติ) ก็จะลดลงตามไปด้วย เมื่ออัตราดอกเบี้ยพันธบัตรลดลง ก็จะทำให้ความน่าสนใจในการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำมาก ลดลงไปด้วย เท่ากับเป็นการกดดันให้นักลงทุนในพันธบัตร ต้องคิดใหม่ทำใหม่ ในการลงทุนอย่างอื่นให้ได้ผลตอบแทนมากขึ้น (หลักการคล้าย ๆ กับการลดดอกเบี้ยเงินฝาก)



และนอกจากนั้น การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ยังมีผลต่ออัตราแลกเปลี่ยนด้วย เนื่องจากผู้ที่ลงทุนในพันธบัตรภาครัฐไทยนั้น ไม่ได้มีแค่คนไทย แต่ยังมีนักลงทุนต่างประเทศด้วย เมื่อผลตอบแทนต่ำลง ความน่าสนใจก็ลดลง จึงมีแนวโน้มที่จะถอนเงินลงทุนออกไปประเทศอื่นที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า จึงทำให้ค่าเงินบาท (เมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักอย่าง US Dollar) มีโอกาสอ่อนลงด้วย และเมื่อเงินบาทอ่อนลง ภาคธุรกิจส่งออกก็จะขายสินค้าได้เป็นเงินบาทมากขึ้น กำไรก็จะมากขึ้น จึงเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจได้อีกช่องทางหนึ่ง

ในทางกลับกัน เมื่อเศรษฐกิจชักจะคึกคักเกินไป เติบโตร้อนแรง ซึ่งเปรียบเหมือนรถยนต์ที่ชักจะซิ่งเกินจนมีโอกาสแหกโค้งพากันตายยกคัน เงินเฟ้อชักจะพุ่งสูงจากการที่ข้าวของแพง กนง.ก็จะเหยียบเบรคด้วยการ “ปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบาย” เพื่อส่งสัญญาณให้แบงก์พาณิชย์ ปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยทั้ง 2 ขา เพื่อติดเบรคเศรษฐกิจให้ไม่ร้อนแรงจนเกินไป กล่าวคือ 
1) เมื่อดอกเบี้ยเงินกู้สูงขึ้น ลูกหนี้ที่เป็นประชาชนผู้บริโภค ก็มีแนวโน้มที่จะลดการใช้จ่ายด้วยการก่อหนี้ และลูกหนี้ที่เป็นภาคธุรกิจ ก็มีแนวโน้มที่จะลดการกู้ยืม เพราะต้นทุนแพงขึ้น และ
2) เมื่อดอกเบี้ยเงินฝากสูงขึ้น ลูกค้าที่ชอบความเสี่ยงต่ำ ก็จะลดการใช้จ่ายและการลงทุนด้านอื่น ๆ เพื่อเอาเงินมาฝากมากขึ้น

และเช่นเดียวกัน เมื่อมีการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งก็คือการปรับเพิ่ม 1-Day Repo Rate ก็จะทำให้การลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำมาก อย่างพันธบัตรภาครัฐ มีความน่าสนใจมากขึ้น เท่ากับเป็นดึงเงินออกมาจากการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงกว่า
ทางด้านอัตราแลกเปลี่ยนก็เช่นกัน เมื่อผลตอบแทนพันธบัตรภาครัฐของไทยสูงขึ้น ความน่าสนใจก็สูงขึ้น จึงมีแนวโน้มที่เงินลงทุนจะไหลเข้าประเทศมากขึ้น จึงทำให้ค่าเงินบาท (เมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักอย่าง US Dollar) มีโอกาสแข็งค่าขึ้น และเมื่อเงินบาทแข็งค่าขึ้น ภาคธุรกิจส่งออกก็จะขายสินค้าได้เป็นเงินบาทน้อยลง กำไรก็จะลดลง เท่ากับเป็นการกระตุ้นชะลอเศรษฐกิจอีกทางหนึ่ง
ซึ่งกระบวนการทั้งหมดข้างต้น สรุปเป็นภาพได้ดังนี้



จึงจะเห็นได้ว่า กระบวนการเหยียบคันเร่งและเหยียบเบรคของระบบเศรษฐกิจนั้น มีกลไกสำคัญอยู่ 2 ส่วนคือ กนง. (รัฐ) และแบงก์พาณิชย์ (เอกชน) … กนง. จะพิจารณาว่า “จุดไหน” ที่ควรจะขยับอัตราดอกเบี้ยนโยบายได้แล้ว ขณะที่แบงก์พาณิชย์เป็นฝ่าย “รับลูก” มาปรับอัตราดอกเบี้ยของตัวเองต่อไป … และในเมื่อแบงก์พาณิชย์รับบทบาทสำคัญในภาคเอกชน ซึ่งมีผลกระทบต่อประชาชนและภาคธุรกิจในวงกว้าง เดี๋ยวตอนหน้ามาตามดูกัน ว่าการปรับลดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในอดีตที่ผ่านมาจนถึงครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 11 มี.ค. 58 นั้น แบงก์พาณิชย์รับลูกมากน้อยแค่ไหน และเขาได้หรือเสีย :D

CR : http://thailandinvestmentforum.com/2015/03/15/howbanksmove/

มันต่างกันตรงไหน

                 นักลงทุนหลายคนชอบถามผมว่า ทำไมผมถึงดูกราฟแต่เพียงอย่างเดียว และ ทำไมผมถึงวางแผนการลงทุนโดยใช้ pattern (ดูกราฟอย่างที่กราฟเป็น) โดยไม่สนใจที่จะใช้อินดิเคเตอร์ แบบที่คนอื่นเขาใช้กัน ผมคิดคำตอบอยู่นาน แต่ในที่สุด ก็พยายามเรียบเรียงจนสำเร็จ มาฟังคำตอบกันครับ 1. ยุคแรกของการเทรดผ่าน indy ของผม คือ การหาระบบที่ดี ผมเคยหลงไหลระบบ แบบเป็นบ้าเป็นหลัง (2 - 3 ปี) จนมาวันหนึ่ง ผมค้นพบด้วยตัวเองว่า ระบบที่ผมว่าดี ว่าเยี่ยม มันทำให้ผม "ขาดทุน" แทบหมดตัว
2. ยุค 2 การเทรดผ่าน indy ของผม คือ พัฒนาระบบเอง จากการหมดตัว แต่ไม่หมดตูด ทำให้ผมเกิดความคิดอยากพัฒนาระบบขึ้นมาด้วยตัวเอง (ผมเป็นวิศวกรนะครับ) แน่นอน ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับโปรแกรม และ ค่าข้อมูลรายเดือน เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ (ไม่เคยเรียนกับใครน่ะ นั่งทางในเอาเอง) แต่ ... พอทำไปทำมาสักพัก (ประมาณ 1-2 ปี) ผมก็กระจ่างแจ้งว่า ไม่มีระบบใด ดีที่สุด เพราะ ระบบที่ดี จะต้องสัมพันธ์กับ ทิศทางการเคลื่อนไหวของตลาดด้วย (กระจ่างต่อมาว่า ตลาดมีทั้ง แนวโน้ม และ ไม่เป็นแนวโน้ม ดังนั้น ระบบจะต้องสร้างมาให้เหมาะสมกับสถานการณ์ด้วย)

3. ยุค 3 เริ่มไม่อยากเทรดทุกวัน และ พยายามมองหาตำแหน่งที่เหมาะสม ผมค้นพบว่า หากเทรดทุกวัน ผมคงไม่มีทางรวย (แต่โบรกเกอร์รวยแน่ ๆ) ดังนั้น การมองหาจุดสูงสุด หรือ ต่ำสุด ในแต่ละรอบ จึงเป็นเรื่องสำคัญ แต่ การ let profit run สำคัญกว่า (แต่ทำยาก) และต่อมา ผมก็ได้พบกับทฤษฎี convergence & divergence (ที่ตอนนั้น คิดว่ามันเทพ) แต่ประเด็นที่ผมสนใจและครุ่นคิดหลังจากศึกษาทฤษฎีฯ จนช่ำชอง คือ ทำไมต้องใช้ indy คู่กับกราฟด้วย ทำไมไม่ใช้ indy อย่างเดียวล่ะ? (หรือว่า indy อย่างเดียว มันไม่พอ) ตอนนั้นแหละ เริ่มฉุกคิด แต่ไม่มาก

4. ยุค 4 เริ่มเข้าใจว่า การเลือกระบบที่เหมาะสม มันไม่ใช่แค่ ความพยายามในการตามหา "จอกศักดิ์สิทธิแห่งความมั่งคั่ง" ตามที่หลายคนคิด แต่จริง ๆ แล้ว มันคือ การหา indy ที่สัมพันธ์กับ ทิศทางการเคลื่อนไหวของกราฟ เพื่อวางแผนการเทรดต่างหาก คำถามที่คาใจผม คือ ทำไมหลายครั้งที่เกิด Bullish Divergence (คาดว่าจะปรับตัวขึ้น) แต่ตลาดกลับปรับตัวลงต่อ และหลายครั้ง ก็ปรับตัวขึ้นตามสัญญาณ มากบ้าง น้อยบ้าง คาดการณ์ อัตราส่วน กำไร: ขาดทุน ไม่ได้เลย ปัญหา คือ อะไร? นั่นแหละ ที่ทำให้ผมเริ่มสนใจทฤษฎีดาวน์ แต่ขอโทษ ยังอ่านแบบ งู ๆ ปลา ๆ อยู่เลย และจากความพยายามจุดนั้น ทำให้ผมสามารถจำแนก แยกแยะ คนเก่ง และ คนไม่เก่ง (แต่อยากเขียนหนังสือขาย) ออกจากกันได้อย่างเด็ดขาด เพียงผมอ่าน version เต็มภาษาอังกฤษจบเพียง 12 รอบ (ไม่เก่งอังกฤษ ต้องค่อย ๆ แกะ) และ ทำให้ผมเข้าใจคำว่า "บริบท" มากขึ้น

5. ยุค 5 เริ่มเข้าใจว่า ถึงแม้เราจะมี indy แต่เราก็ต้องแปลข้อมูลจาก indy อีกครั้ง เพราะคำตอบของ indy มันนำมาใช้ทันที ไม่ได้ เคยเห็นไหม แปลไทย ให้เป็นไทย .... นั่นแหละ การหาจังหวะ เข้า-ออก ตลาด ก็ต้องแปลความหมายจาก indy อยู่ดี เพราะคำตอบที่ได้จากการผสมสัญญาณหลาย ๆ เครื่องมือ มันต้องผ่านกระบวนการ การ "แปลความ" "ตีความ" และ "Weight น้ำหนัก ของเครื่องมือ" อยู่ดี ดังนั้น ทำไมเราต้อง แปลกราฟ ให้เป็น ภาษากราฟอีกที สู้ดูกราฟจริง ๆ แล้วตีความไปเลย ไม่ง่ายกว่าเหรอ???

6. ยุค 6 ปิด indy แม่ง ... ดูแต่กราฟ ล้วน ๆ โห ยากน่ะ ความรู้สึกแรก ๆ คล้าย นีโอ ตอนออกจาก Matrix ใหม่ ๆ แต่ก็ไม่ยากเกินความพยายามของมนุษย์ ผมใช้เวลาแค่ 3 ปี ก็เข้าใจภาษากราฟ ได้ไม่ยาก สิ่งที่ผมรับรู้จากการดูกราฟแต่เพียงอย่างเดียว โดยไม่ผ่าน indy เลย คือ "ทุกครั้งที่พลาด ผมจะรู้ว่าผมพลาดตรงไหน" ดังนั้น ผมสามารถปรับแก้ตรงจุดที่ผมพลาด โดยไม่ต้องมานั่งเหนื่อย แก้ไขโปรแกรมอีกต่อไป นั่นแหละทำให้ ผมเกิดการพัฒนาตัวเองได้เร็ว และ สามารถลาออกจากงานได้โดยไม่ต้องคิดมาก เพราะ "ผมเชื่อกราฟ"

7. ยุค 7 การเจาะลึกในเรื่องกราฟ ทำให้ผมสามารถแปล "จิตวิทยา" ของนักลงทุนผ่านกราฟได้ กราฟก็เหมือนกับคน หากคุณมีประสบการณ์ และ รู้จักสังเกตุสักนิด คุณอาจดูออกว่า เพื่อนคนไหนน่าคบ และ คนไหนเข้ามาเพียงเพื่อหวังผลประโยชน์ (ต้องใช้เวลา และ สถานการณ์ประกอบ) กราฟก็เช่นกัน หากคุณคลุกคลีกับมันบ่อย ๆ ดูบ่อย ๆ สังเกตุบ่อย ๆ คุณก็อาจจะทราบเองว่า ความรู้สึกที่นักลงทุนพยายามจะบอก ผ่านกราฟ มันคืออะไร แต่หากคุณศึกษาให้ "ลึก" ขึ้นอีกนิด คุณจะบังเกิดไอเดียขึ้นในสมองว่า "เหตุ เป็นที่มาของ ผล" และ "รู้อดีต ติดตาม ปัจจุบัน สามารถนำมาใช้พยากรณ์อนาคตได้"

8. ยุค 8 จำลองจิตวิทยา ให้กลายเป็น pattern ที่มีโครงสร้างที่ชัดเจน ให้ตายเถอะ น้ำตาผมจะไหล หลังจากย้อนกลับไปอ่าน Dow Theory อีกครั้ง ผมทราบซึ้งแนวคิด และ กฎ 3 ข้อ ลึกซึ้งกว่าเดิม และ ใช้มันเป็นเสาเข็มทางความคิด เพื่อต่อยอดในการพัฒนาแนวคิดด้านการเทรดต่อไป โดยไม่รู้ว่า อนาคต คืออะไร และ ผมต้องต่อยอดไปทางไหน รู้เพียงแต่ว่า "อาชีพมนุษย์เงินเดือน ไม่มีทางย้อนกลับมาหาผมอีกแน่ ๆ "

9. ยุค 9 กราฟมี 2 แกน คือ "price และ time" เท่านั้น ผมสามารถคาดการณ์ทิศทางการเคลื่อนไหวในอนาคตของหุ้น หรือ ผลิตภัณฑ์ทางการเงินล่วงหน้าได้ถูกต้อง อย่างมีนัยสำคัญ แต่ผมยังพยากรณ์เวลาที่จะเกิดเหตุการณ์นั้น ๆ อย่างแน่นอนไม่ได้ ทำให้ปัญหาที่ผมต้องเผชิญ คือ ระยะเวลาการถือครองที่จำกัด ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของผมในหลาย ๆ ครั้ง เพราะการเทรดในตลาดที่มี leverage ให้ทั้งคุณ และโทษ อันเนื่องมาจาก ระยะเวลาของสัญญาณที่มีระยะเวลาจำกัด และ ความผันผวนที่ทำให้พอร์ตการลงทุนโยกเยกตลอด (แต่ใจไม่แกว่งนะ) โมเดลของเวลาไม่ยาก และคาดว่า ....... คงอีกไม่นาน ต้องตีแตก!!!

ธิติ ธาราสุข, Fulltime Trader, Founder of Art Traing