11 กันยายน 2558

Market Condition is everything

Market Condition is everything.
จริงๆ การเทรด Forex นั้นมีหลากหลายรูปแบบ ทั้งการเทรดด้วยการดูปัจจัยพื้นฐาน หรือ ว่าจะเป็น เทคนิคคอล
ซึ่ง เทคนิคคอล นั้นก็สามารถแบ่งได้เป็นหลายแบบ เช่นกัน อาทิ การเทรดด้วย elliott wave, price pattern, Ichimoku หรือ การผสม indicator ด้วยกันหลายๆตัว หรือจะเป็นการเทรด ด้วย Price action คือ ไม่ใช้ indicator ในการเทรด เน้นการอ่านกราฟเพียงอย่างเดียว
ซึ่งในหัวข้อนี้จะมาพูดถึง concept ของการเทรด Forex ด้วย Price action (PA) ครับ เพราะถนัดด้านนี้ด้านเดียว (อย่าถามเรื่อง อินดี้นะ ผมใช้ไม่เป็นจริงๆ (-..-) สิ่งที่ผิดพลาดและอันตรายมาก ของคนที่เริ่มเทรด PA ใหม่ๆคือ การมองเฉพาะแท่งเทียน เพียงอย่างเดียว ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้ว ก็จะใช้กันไม่กี่แบบ เช่น pin bar, engulfing bar, inside bar พวกนี้คือ เบื้องต้น แต่ถ้าจะเจาะลึกกันจริงๆ มีเยอะมาก หลากหลายรูปแบบ แต่ที่เป็นปัญหาหลักๆคือ เทรดเดอร์ที่เทรดด้วย PA ใหม่ๆ จะมองแต่ setup อย่างเดียว ไม่ได้มองอย่างอื่นร่วมด้วย ดังตัวอย่างด้านล่าง จะเห็นว่า Market condition เกิดการบีบอัด (Consolidation) ซึ่งเป็นภาวะที่ไม่พร้อมจะให้ส่วนต่างราคา แต่เกิด Bearish pinbar และ Brearish engulfing bar แต่ราคา ก็ไม่ได้วิ่งลงต่อ
Concept หลักในการเทรด Forex คือ เก็งกำไร ซึ่งได้มาจากการเกิด ส่วนต่างของราคา ดังนั้น ถึงมี setup bearish หรือ bullish ก็ตาม แต่ Market condition ไม่เหมาะสม ก็ไม่สามารถทำกำไรได้ ดังนั้น สรุปคือ
Market Condition is everything.


การกลับตัวของกราฟในแนวทางของ PA มีแค่สองแบบเท่านั้น


การกลับตัวของกราฟในแนวทางของ PA มีแค่สองแบบเท่านั้น คือ
1. กลับด้วย Counter trend trade
2. กลับด้วย Exhaustion phase
ซึ่งทั้งสองแบบ โอกาสที่กราฟจะกลับตัวเกิดขึ้นได้เหมือนๆกันแต่ "ความน่าจะเป็น" แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
‪#‎หลังเขาเทรดเดอร์‬



6 พฤษภาคม 2558

แบงก์ทำตัวยังไง เมื่อดอกเบี้ยนโยบายขยับ

แบงก์ทำตัวยังไง เมื่อดอกเบี้ยนโยบายขยับ ตอนที่ 1: ขยับดอกเบี้ยไปเพื่ออะไร ?!?

อัตราดอกเบี้ยนโยบาย คือดอกเบี้ยแกนหลักของประเทศซึ่งมีหน้าที่ประครองเศรษฐกิจให้เดินหน้าไปอย่างมั่นคง ไม่ตกต่ำจนประชาชนเดือนร้อน และไม่ร้อนแรงเกินไปจนสุ่มเสี่ยง

อัตราดอกเบี้ยนโยบายนี้ จะว่าไปก็เปรียบเหมือนคันเร่งและแป้นเบรคของรถยนต์ ซึ่งเจ้ารถยนต์นี้ก็คือการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ

เมื่อเศรษฐกิจชักจะเหงาหงอย เติบโตต่ำ ซึ่งเปรียบเหมือนรถยนต์ที่วิ่งช้าลงจนแทบหยุด โดยหลัก ๆ ก็จะดูจากการเติบโตผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Production หรือ GDP) ที่ชะลอตัว ยอดการส่งออกสุทธิที่ลดลง และอัตราเงินเฟ้อที่ต่ำลง คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ก็จะเหยียบคันเร่งด้วยการ “ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย” เพื่อส่งสัญญาณให้กลไกหลักในตลาดการเงิน ซึ่งก็คือแบงก์พาณิชย์ ปรับลดดอกเบี้ย เพื่อกระตุ้นให้เศรษฐกิจมีแรงฮึดจนกลับมาคึกคักได้อีกครั้ง กล่าวคือ

1) ส่งสัญญาณให้แบงก์พาณิชย์ “ในฐานะเจ้าหนี้” ลดดอกเบี้ยเงินกู้ เพื่อให้ลูกหนี้ซึ่งมีทั้งประชาชนและภาคธุรกิจหายใจหายคอได้คล่องขึ้นด้วยเหตุที่ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยจะลดลง … เมื่อดอกเบี้ยต่ำลง ลูกหนี้ที่เป็นประชาชนผู้บริโภค ก็มีแนวโน้มจะใช้จ่ายด้วยการก่อหนี้มากขึ้น เช่น หนี้บัตรเครดิต หนี้สินเชื่อส่วนบุคคล และเมื่อดอกเบี้ยต่ำลง ลูกหนี้ที่เป็นภาคธุรกิจ ก็มีแนวโน้มที่จะกู้ยืมเพื่อไปลงทุนทำธุรกิจมากขึ้น

2) ส่งสัญญาณให้แบงก์พาณิชย์ “ในฐานะลูกหนี้” ลดดอกเบี้ยเงินฝาก เพื่อกดดันให้ลูกค้าเงินฝาก คิดอ่านนำเงินออมที่ได้ดอกเบี้ยต่ำลงไปใช้จ่ายมากขึ้น หรือไม่ก็เอาไปลงทุนอย่างอื่นที่ได้ผลตอบแทนสูงขึ้น



นอกจากนั้น การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย โดยกลไกแล้วก็คือการปรับลด “อัตราดอกเบี้ยธุรกรรมซื้อคืนพันธบัตรระยะเวลา 1 วัน” (1-Day Repurchase Rate หรือเรียกสั้น ๆ ว่า 1-Day Repo Rate) ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยสำหรับธุรกรรมกู้ยืมระยะสั้นระหว่างสถาบันการเงิน ที่มีธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นเจ้ามือหลักอยู่ในตลาด และมีธนาคารพาณิชย์เป็นคู่ค้าหลัก ซึ่งเจ้าอัตราดอกเบี้ย 1-Day Repurchase Rate นี้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นและระยะกลางด้วยเช่นกัน กล่าวคือ เมื่อเจ้า 1-Day Repo Rate ถูกปรับลดลง  อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรภาครัฐ (กระทรวงการคลังและแบงก์ชาติ) ก็จะลดลงตามไปด้วย เมื่ออัตราดอกเบี้ยพันธบัตรลดลง ก็จะทำให้ความน่าสนใจในการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำมาก ลดลงไปด้วย เท่ากับเป็นการกดดันให้นักลงทุนในพันธบัตร ต้องคิดใหม่ทำใหม่ ในการลงทุนอย่างอื่นให้ได้ผลตอบแทนมากขึ้น (หลักการคล้าย ๆ กับการลดดอกเบี้ยเงินฝาก)



และนอกจากนั้น การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ยังมีผลต่ออัตราแลกเปลี่ยนด้วย เนื่องจากผู้ที่ลงทุนในพันธบัตรภาครัฐไทยนั้น ไม่ได้มีแค่คนไทย แต่ยังมีนักลงทุนต่างประเทศด้วย เมื่อผลตอบแทนต่ำลง ความน่าสนใจก็ลดลง จึงมีแนวโน้มที่จะถอนเงินลงทุนออกไปประเทศอื่นที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า จึงทำให้ค่าเงินบาท (เมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักอย่าง US Dollar) มีโอกาสอ่อนลงด้วย และเมื่อเงินบาทอ่อนลง ภาคธุรกิจส่งออกก็จะขายสินค้าได้เป็นเงินบาทมากขึ้น กำไรก็จะมากขึ้น จึงเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจได้อีกช่องทางหนึ่ง

ในทางกลับกัน เมื่อเศรษฐกิจชักจะคึกคักเกินไป เติบโตร้อนแรง ซึ่งเปรียบเหมือนรถยนต์ที่ชักจะซิ่งเกินจนมีโอกาสแหกโค้งพากันตายยกคัน เงินเฟ้อชักจะพุ่งสูงจากการที่ข้าวของแพง กนง.ก็จะเหยียบเบรคด้วยการ “ปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบาย” เพื่อส่งสัญญาณให้แบงก์พาณิชย์ ปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยทั้ง 2 ขา เพื่อติดเบรคเศรษฐกิจให้ไม่ร้อนแรงจนเกินไป กล่าวคือ 
1) เมื่อดอกเบี้ยเงินกู้สูงขึ้น ลูกหนี้ที่เป็นประชาชนผู้บริโภค ก็มีแนวโน้มที่จะลดการใช้จ่ายด้วยการก่อหนี้ และลูกหนี้ที่เป็นภาคธุรกิจ ก็มีแนวโน้มที่จะลดการกู้ยืม เพราะต้นทุนแพงขึ้น และ
2) เมื่อดอกเบี้ยเงินฝากสูงขึ้น ลูกค้าที่ชอบความเสี่ยงต่ำ ก็จะลดการใช้จ่ายและการลงทุนด้านอื่น ๆ เพื่อเอาเงินมาฝากมากขึ้น

และเช่นเดียวกัน เมื่อมีการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งก็คือการปรับเพิ่ม 1-Day Repo Rate ก็จะทำให้การลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำมาก อย่างพันธบัตรภาครัฐ มีความน่าสนใจมากขึ้น เท่ากับเป็นดึงเงินออกมาจากการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงกว่า
ทางด้านอัตราแลกเปลี่ยนก็เช่นกัน เมื่อผลตอบแทนพันธบัตรภาครัฐของไทยสูงขึ้น ความน่าสนใจก็สูงขึ้น จึงมีแนวโน้มที่เงินลงทุนจะไหลเข้าประเทศมากขึ้น จึงทำให้ค่าเงินบาท (เมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักอย่าง US Dollar) มีโอกาสแข็งค่าขึ้น และเมื่อเงินบาทแข็งค่าขึ้น ภาคธุรกิจส่งออกก็จะขายสินค้าได้เป็นเงินบาทน้อยลง กำไรก็จะลดลง เท่ากับเป็นการกระตุ้นชะลอเศรษฐกิจอีกทางหนึ่ง
ซึ่งกระบวนการทั้งหมดข้างต้น สรุปเป็นภาพได้ดังนี้



จึงจะเห็นได้ว่า กระบวนการเหยียบคันเร่งและเหยียบเบรคของระบบเศรษฐกิจนั้น มีกลไกสำคัญอยู่ 2 ส่วนคือ กนง. (รัฐ) และแบงก์พาณิชย์ (เอกชน) … กนง. จะพิจารณาว่า “จุดไหน” ที่ควรจะขยับอัตราดอกเบี้ยนโยบายได้แล้ว ขณะที่แบงก์พาณิชย์เป็นฝ่าย “รับลูก” มาปรับอัตราดอกเบี้ยของตัวเองต่อไป … และในเมื่อแบงก์พาณิชย์รับบทบาทสำคัญในภาคเอกชน ซึ่งมีผลกระทบต่อประชาชนและภาคธุรกิจในวงกว้าง เดี๋ยวตอนหน้ามาตามดูกัน ว่าการปรับลดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในอดีตที่ผ่านมาจนถึงครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 11 มี.ค. 58 นั้น แบงก์พาณิชย์รับลูกมากน้อยแค่ไหน และเขาได้หรือเสีย :D

CR : http://thailandinvestmentforum.com/2015/03/15/howbanksmove/

มันต่างกันตรงไหน

                 นักลงทุนหลายคนชอบถามผมว่า ทำไมผมถึงดูกราฟแต่เพียงอย่างเดียว และ ทำไมผมถึงวางแผนการลงทุนโดยใช้ pattern (ดูกราฟอย่างที่กราฟเป็น) โดยไม่สนใจที่จะใช้อินดิเคเตอร์ แบบที่คนอื่นเขาใช้กัน ผมคิดคำตอบอยู่นาน แต่ในที่สุด ก็พยายามเรียบเรียงจนสำเร็จ มาฟังคำตอบกันครับ 1. ยุคแรกของการเทรดผ่าน indy ของผม คือ การหาระบบที่ดี ผมเคยหลงไหลระบบ แบบเป็นบ้าเป็นหลัง (2 - 3 ปี) จนมาวันหนึ่ง ผมค้นพบด้วยตัวเองว่า ระบบที่ผมว่าดี ว่าเยี่ยม มันทำให้ผม "ขาดทุน" แทบหมดตัว
2. ยุค 2 การเทรดผ่าน indy ของผม คือ พัฒนาระบบเอง จากการหมดตัว แต่ไม่หมดตูด ทำให้ผมเกิดความคิดอยากพัฒนาระบบขึ้นมาด้วยตัวเอง (ผมเป็นวิศวกรนะครับ) แน่นอน ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับโปรแกรม และ ค่าข้อมูลรายเดือน เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ (ไม่เคยเรียนกับใครน่ะ นั่งทางในเอาเอง) แต่ ... พอทำไปทำมาสักพัก (ประมาณ 1-2 ปี) ผมก็กระจ่างแจ้งว่า ไม่มีระบบใด ดีที่สุด เพราะ ระบบที่ดี จะต้องสัมพันธ์กับ ทิศทางการเคลื่อนไหวของตลาดด้วย (กระจ่างต่อมาว่า ตลาดมีทั้ง แนวโน้ม และ ไม่เป็นแนวโน้ม ดังนั้น ระบบจะต้องสร้างมาให้เหมาะสมกับสถานการณ์ด้วย)

3. ยุค 3 เริ่มไม่อยากเทรดทุกวัน และ พยายามมองหาตำแหน่งที่เหมาะสม ผมค้นพบว่า หากเทรดทุกวัน ผมคงไม่มีทางรวย (แต่โบรกเกอร์รวยแน่ ๆ) ดังนั้น การมองหาจุดสูงสุด หรือ ต่ำสุด ในแต่ละรอบ จึงเป็นเรื่องสำคัญ แต่ การ let profit run สำคัญกว่า (แต่ทำยาก) และต่อมา ผมก็ได้พบกับทฤษฎี convergence & divergence (ที่ตอนนั้น คิดว่ามันเทพ) แต่ประเด็นที่ผมสนใจและครุ่นคิดหลังจากศึกษาทฤษฎีฯ จนช่ำชอง คือ ทำไมต้องใช้ indy คู่กับกราฟด้วย ทำไมไม่ใช้ indy อย่างเดียวล่ะ? (หรือว่า indy อย่างเดียว มันไม่พอ) ตอนนั้นแหละ เริ่มฉุกคิด แต่ไม่มาก

4. ยุค 4 เริ่มเข้าใจว่า การเลือกระบบที่เหมาะสม มันไม่ใช่แค่ ความพยายามในการตามหา "จอกศักดิ์สิทธิแห่งความมั่งคั่ง" ตามที่หลายคนคิด แต่จริง ๆ แล้ว มันคือ การหา indy ที่สัมพันธ์กับ ทิศทางการเคลื่อนไหวของกราฟ เพื่อวางแผนการเทรดต่างหาก คำถามที่คาใจผม คือ ทำไมหลายครั้งที่เกิด Bullish Divergence (คาดว่าจะปรับตัวขึ้น) แต่ตลาดกลับปรับตัวลงต่อ และหลายครั้ง ก็ปรับตัวขึ้นตามสัญญาณ มากบ้าง น้อยบ้าง คาดการณ์ อัตราส่วน กำไร: ขาดทุน ไม่ได้เลย ปัญหา คือ อะไร? นั่นแหละ ที่ทำให้ผมเริ่มสนใจทฤษฎีดาวน์ แต่ขอโทษ ยังอ่านแบบ งู ๆ ปลา ๆ อยู่เลย และจากความพยายามจุดนั้น ทำให้ผมสามารถจำแนก แยกแยะ คนเก่ง และ คนไม่เก่ง (แต่อยากเขียนหนังสือขาย) ออกจากกันได้อย่างเด็ดขาด เพียงผมอ่าน version เต็มภาษาอังกฤษจบเพียง 12 รอบ (ไม่เก่งอังกฤษ ต้องค่อย ๆ แกะ) และ ทำให้ผมเข้าใจคำว่า "บริบท" มากขึ้น

5. ยุค 5 เริ่มเข้าใจว่า ถึงแม้เราจะมี indy แต่เราก็ต้องแปลข้อมูลจาก indy อีกครั้ง เพราะคำตอบของ indy มันนำมาใช้ทันที ไม่ได้ เคยเห็นไหม แปลไทย ให้เป็นไทย .... นั่นแหละ การหาจังหวะ เข้า-ออก ตลาด ก็ต้องแปลความหมายจาก indy อยู่ดี เพราะคำตอบที่ได้จากการผสมสัญญาณหลาย ๆ เครื่องมือ มันต้องผ่านกระบวนการ การ "แปลความ" "ตีความ" และ "Weight น้ำหนัก ของเครื่องมือ" อยู่ดี ดังนั้น ทำไมเราต้อง แปลกราฟ ให้เป็น ภาษากราฟอีกที สู้ดูกราฟจริง ๆ แล้วตีความไปเลย ไม่ง่ายกว่าเหรอ???

6. ยุค 6 ปิด indy แม่ง ... ดูแต่กราฟ ล้วน ๆ โห ยากน่ะ ความรู้สึกแรก ๆ คล้าย นีโอ ตอนออกจาก Matrix ใหม่ ๆ แต่ก็ไม่ยากเกินความพยายามของมนุษย์ ผมใช้เวลาแค่ 3 ปี ก็เข้าใจภาษากราฟ ได้ไม่ยาก สิ่งที่ผมรับรู้จากการดูกราฟแต่เพียงอย่างเดียว โดยไม่ผ่าน indy เลย คือ "ทุกครั้งที่พลาด ผมจะรู้ว่าผมพลาดตรงไหน" ดังนั้น ผมสามารถปรับแก้ตรงจุดที่ผมพลาด โดยไม่ต้องมานั่งเหนื่อย แก้ไขโปรแกรมอีกต่อไป นั่นแหละทำให้ ผมเกิดการพัฒนาตัวเองได้เร็ว และ สามารถลาออกจากงานได้โดยไม่ต้องคิดมาก เพราะ "ผมเชื่อกราฟ"

7. ยุค 7 การเจาะลึกในเรื่องกราฟ ทำให้ผมสามารถแปล "จิตวิทยา" ของนักลงทุนผ่านกราฟได้ กราฟก็เหมือนกับคน หากคุณมีประสบการณ์ และ รู้จักสังเกตุสักนิด คุณอาจดูออกว่า เพื่อนคนไหนน่าคบ และ คนไหนเข้ามาเพียงเพื่อหวังผลประโยชน์ (ต้องใช้เวลา และ สถานการณ์ประกอบ) กราฟก็เช่นกัน หากคุณคลุกคลีกับมันบ่อย ๆ ดูบ่อย ๆ สังเกตุบ่อย ๆ คุณก็อาจจะทราบเองว่า ความรู้สึกที่นักลงทุนพยายามจะบอก ผ่านกราฟ มันคืออะไร แต่หากคุณศึกษาให้ "ลึก" ขึ้นอีกนิด คุณจะบังเกิดไอเดียขึ้นในสมองว่า "เหตุ เป็นที่มาของ ผล" และ "รู้อดีต ติดตาม ปัจจุบัน สามารถนำมาใช้พยากรณ์อนาคตได้"

8. ยุค 8 จำลองจิตวิทยา ให้กลายเป็น pattern ที่มีโครงสร้างที่ชัดเจน ให้ตายเถอะ น้ำตาผมจะไหล หลังจากย้อนกลับไปอ่าน Dow Theory อีกครั้ง ผมทราบซึ้งแนวคิด และ กฎ 3 ข้อ ลึกซึ้งกว่าเดิม และ ใช้มันเป็นเสาเข็มทางความคิด เพื่อต่อยอดในการพัฒนาแนวคิดด้านการเทรดต่อไป โดยไม่รู้ว่า อนาคต คืออะไร และ ผมต้องต่อยอดไปทางไหน รู้เพียงแต่ว่า "อาชีพมนุษย์เงินเดือน ไม่มีทางย้อนกลับมาหาผมอีกแน่ ๆ "

9. ยุค 9 กราฟมี 2 แกน คือ "price และ time" เท่านั้น ผมสามารถคาดการณ์ทิศทางการเคลื่อนไหวในอนาคตของหุ้น หรือ ผลิตภัณฑ์ทางการเงินล่วงหน้าได้ถูกต้อง อย่างมีนัยสำคัญ แต่ผมยังพยากรณ์เวลาที่จะเกิดเหตุการณ์นั้น ๆ อย่างแน่นอนไม่ได้ ทำให้ปัญหาที่ผมต้องเผชิญ คือ ระยะเวลาการถือครองที่จำกัด ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของผมในหลาย ๆ ครั้ง เพราะการเทรดในตลาดที่มี leverage ให้ทั้งคุณ และโทษ อันเนื่องมาจาก ระยะเวลาของสัญญาณที่มีระยะเวลาจำกัด และ ความผันผวนที่ทำให้พอร์ตการลงทุนโยกเยกตลอด (แต่ใจไม่แกว่งนะ) โมเดลของเวลาไม่ยาก และคาดว่า ....... คงอีกไม่นาน ต้องตีแตก!!!

ธิติ ธาราสุข, Fulltime Trader, Founder of Art Traing