Break Out System "งัด แงะ ระบบเทรด" #1
#เกริ่นนำ
ระบบ BreakOut นั้นมีมานาน ใช้กันตั้งแต่สมัยเทรด อนุพันธ์สินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity Derivatives) เช่น ข้าวโพด กาแฟ ฯลฯ ลักษณะการเทรดนั้นอธิบายง่ายๆคือ การที่ราคา ทะลุแนวรับ หรือแนวต้าน ที่เราตั้งไว้...ทั้งเทรนไลน์(Trend Line), ฟิโบ(Fibonacci), ดอนเชียน(Donchian) ฯลฯ
ข้อดีของระบบ BreakOut มีค่อยข้างหลากหลาย หากทะลุแนวไปแล้วกราฟค่อยข้างวิ่งแรง...ทำระยะปิ๊บ(Pips)ได้เยอะ
การใช้งานจะเป็นการจับต้นเทรนและ การตามเทรน(Swing High, Swing Low) รวมไปถึงการเทรดสั้นในระยะ Reward 1:1 ก็โอกาศชนะสูง และบางครั้งก็ได้ Reward เยอะกว่า 1:3 1:4 เลยทีเดียว
ข้อเสียที่ต้องระวังก็เยอะพอสมควร เนื่องจากระบบ BreakOut ถูกใช้มาตั้งแต่อดีต...ผู้ค่ารายใหญ่(BigPlayer) ของตลาดนั้นๆ จึงสามารถทำราคาหลอก(False Break)ได้ และดึงราคากลับมาติด StopLoss ของเรา อีกอย่างที่เป็นข้อเสียของระบบ BreakOut คือ"ตัวผู้เล่นเอง"ที่ไม่เข้าใจ" สถาวะตลาด(MarketCondition) จึงทำให้วางจุดเข้ามั่ว...ไม่ระวัง
ความเหมาะสมของผู้เล่นระบบนี้
คนที่เทรดใน Time Frame(TF)ที่มีความผันผวนน้อย เช่น TF4h, TFDay ขึ้นไป แต่ก็ใช่ว่า TFเล็กกว่านี้เทรดไม่ได้นะครับ ขึ้นอยู่ประสบการณ์ของตัวเทรดเดอร์เองด้วย เพราะยิ่งTFเล็ก ยิ่งต้องเร็ว
คนที่ใช้ระบบนี้ส่วนมากจะเป็น Day Trade, Swing Trade, Following Trading
#2 ตอนหน้าระบบเทรด+พร้อมวิธีใช้
Break Out คืออะไร
#BreakOut #FinancialFreedonTrader
โทรปรึกษา Forex Price Action
#แก้ปัญหา การเทรด
Inbox Page Tel : 091 - 825 - 8115 ปาน
083 - 407 - 3847 ปุ๊ก
Financial Freedom Trader Forex Price Action
Learning Forex | FFT Course ขอนแก่น ฟอเร็กซ์
10 สิงหาคม 2559
30 กรกฎาคม 2559
พอร์ตผมนี่ ค่อยๆลอย
พอร์ตผมนี่อันล่าง ฮี่ๆ
ไม่ได้ราบเรียบ สวยงามหรอกครับ
ถึงเราจะวางแผนเทรดมาดี...แต่สภาวะในตลาดไม่เป็นใจมันก็ต้องค่อยๆ ปรับกลยุทธ์ไปเรื่อย....
มีผิดทาง ถูกทางสลับๆกันไป แต่ภาพรวมพอร์ตมันโตก็ โอเคนะ
เป็นกำลังใจ ให้เทรดเดอร์ ทุกคนนะครัช
Price Action #ต้องเจอทุกคน
#เขียนเรื่องการตีเส้นต่อ
ไม่ได้ราบเรียบ สวยงามหรอกครับ
ถึงเราจะวางแผนเทรดมาดี...แต่สภาวะในตลาดไม่เป็นใจมันก็ต้องค่อยๆ ปรับกลยุทธ์ไปเรื่อย....
มีผิดทาง ถูกทางสลับๆกันไป แต่ภาพรวมพอร์ตมันโตก็ โอเคนะ
เป็นกำลังใจ ให้เทรดเดอร์ ทุกคนนะครัช
Price Action #ต้องเจอทุกคน
#เขียนเรื่องการตีเส้นต่อ
"การตีเส้น"
ในศาสตร์ของการเทรด จะมีการวิเคราะห์กราฟอยู่หลายแบบ ทั้งอินดี้(indicator), Fibonacci, Ichimoko, ตีแนวรับ แนวต้าน, การคำนวนจากตัวเลขทางเศรษฐกิจ จะเห็นว่ามีเยอะแยะมากมาย
สิงเหล่านี้มีไว้เพื่อประกอบการตัดสินใจ....หาจุดเข้า และจุดออกที่เหมาะสมและคุ้มค่าที่จะเสี่ยง
ข้อหัวแรก เราไปสังเกตการหา "แนวรับ"(Support) แนวต้าน(Resistance) และ (TrendLine)ที่มาในรูปแบบ "ตายตัว/คงที่"(Static) กันดีกว่าครับ
การหาแนวรับ แนวต้านนั้นไม่ยาก...เราสามารถหาได้จาก จุดพาดผ่านที่เกิดขึ้นบ่อย หรือที่ผมเรียกว่ามันจุดหมุนของราคา(ตามภาพ) ยิ่งราคาไปหยุดบ่อยเท่าไหร่ ตรงบริเวณนั้นแสดงว่ามี Position(ที่เหมาะ) กำลังสู้กันเยอะ...ซึ้งโซนเหล่านี้เราไม่รู้เลย ว่า "Big Player" เค้ากำลังจะหมุนราคาไปทางไหน...(มีวิธีดูนะ)
แต่หนึ่งสิ่งที่เรารู้คือ...รอให้เค้าเลือกทางก่อน เราค่อยตาม #ตามช้าไปไม่ดี #เข้าเร็วไปเสี่ยง
เราต้องตัดสินใจเอง เข้าในจุดที่เหมาะสม และตัดขาดทุน(stop loss)เมื่อราคาไปผิดทาง ตามที่วิเคราะห์ไว้...
Fibonacci ถือเป็นอีกหนึ่ง Static ที่ใช้ประกอบการเทรด ที่เทรดเดอร์นิยมใช้กันมาก Price Action เองก็ใช้ การตีคลื่น(Wave)ของ Fibo ต้องดูพฤติกรรมของกราฟเพื่อหาจุด High และ Low ของคลื่นที่เกิดขึ้นจริง ณ ราคาปัจบัน(ใช้คำยากนิดนึง)
สำหรับผมแล้ว Fibonacci ผมไม่อยากอธิบายเยอะ เพราะมันเป็นความถนัดของตัวบุคบล "ตีคลื่น 5 คน" ไม่เหมือนกันเลยก็เคยเห็นมาแล้ว ถึงผมจะมองว่า Fibo มันเป็น Static แต่มันก็ต้องใช้ "ประสบการณ์ + จินตณาการ" ด้วยเช่นกันครับ
จากภาพคือ Static Support/Resistance and Fibonacci Static
#รอเสพต่อ #เการตีเส้น #Dynamic
#Share #Like ให้กำลังด้วย เรื่อง ไดมามิก จะได้มาเร็วๆ
โทรปรึกษา Forex Price Action
#แก้ปัญหา การเทรด
Inbox Page Tel : 091 - 825 - 8115 ปาน
083 - 407 - 3847 ปุ๊ก
ในศาสตร์ของการเทรด จะมีการวิเคราะห์กราฟอยู่หลายแบบ ทั้งอินดี้(indicator), Fibonacci, Ichimoko, ตีแนวรับ แนวต้าน, การคำนวนจากตัวเลขทางเศรษฐกิจ จะเห็นว่ามีเยอะแยะมากมาย
สิงเหล่านี้มีไว้เพื่อประกอบการตัดสินใจ....หาจุดเข้า และจุดออกที่เหมาะสมและคุ้มค่าที่จะเสี่ยง
ข้อหัวแรก เราไปสังเกตการหา "แนวรับ"(Support) แนวต้าน(Resistance) และ (TrendLine)ที่มาในรูปแบบ "ตายตัว/คงที่"(Static) กันดีกว่าครับ
การหาแนวรับ แนวต้านนั้นไม่ยาก...เราสามารถหาได้จาก จุดพาดผ่านที่เกิดขึ้นบ่อย หรือที่ผมเรียกว่ามันจุดหมุนของราคา(ตามภาพ) ยิ่งราคาไปหยุดบ่อยเท่าไหร่ ตรงบริเวณนั้นแสดงว่ามี Position(ที่เหมาะ) กำลังสู้กันเยอะ...ซึ้งโซนเหล่านี้เราไม่รู้เลย ว่า "Big Player" เค้ากำลังจะหมุนราคาไปทางไหน...(มีวิธีดูนะ)
แต่หนึ่งสิ่งที่เรารู้คือ...รอให้เค้าเลือกทางก่อน เราค่อยตาม #ตามช้าไปไม่ดี #เข้าเร็วไปเสี่ยง
เราต้องตัดสินใจเอง เข้าในจุดที่เหมาะสม และตัดขาดทุน(stop loss)เมื่อราคาไปผิดทาง ตามที่วิเคราะห์ไว้...
Fibonacci ถือเป็นอีกหนึ่ง Static ที่ใช้ประกอบการเทรด ที่เทรดเดอร์นิยมใช้กันมาก Price Action เองก็ใช้ การตีคลื่น(Wave)ของ Fibo ต้องดูพฤติกรรมของกราฟเพื่อหาจุด High และ Low ของคลื่นที่เกิดขึ้นจริง ณ ราคาปัจบัน(ใช้คำยากนิดนึง)
สำหรับผมแล้ว Fibonacci ผมไม่อยากอธิบายเยอะ เพราะมันเป็นความถนัดของตัวบุคบล "ตีคลื่น 5 คน" ไม่เหมือนกันเลยก็เคยเห็นมาแล้ว ถึงผมจะมองว่า Fibo มันเป็น Static แต่มันก็ต้องใช้ "ประสบการณ์ + จินตณาการ" ด้วยเช่นกันครับ
จากภาพคือ Static Support/Resistance and Fibonacci Static
#รอเสพต่อ #เการตีเส้น #Dynamic
#Share #Like ให้กำลังด้วย เรื่อง ไดมามิก จะได้มาเร็วๆ
โทรปรึกษา Forex Price Action
#แก้ปัญหา การเทรด
Inbox Page Tel : 091 - 825 - 8115 ปาน
083 - 407 - 3847 ปุ๊ก
Forex Fear ผีในจิตนาการ
"เทรดไม่แม่น แต่ไม่กลัว"
ถ้ามีคนท้าคุณเข้าไป บ้านร้างกลางดึก...ที่มีคนบอก ว่าที่นี่มีคนตาย...มันมีผี คุณจะจิตนาการ ว่าถ้าเข้าไปยืนอยู่ในบ้านร้างกลางดึก บรรยากาศเปียกอับ, ได้ยินเสียงหลอนๆ, เห็นเงาตะคุ่ม มีสิ่งที่น่ากลัวเต็มไปหมด คุณจะเกิดอารมย์ "กลัว"(Fear) สุดท้ายคุณก็จะถอดใจและไม่เข้าไป
ที่เล่ามาเพราะมันคล้ายกัน กับการเทรด ถ้าคุณเกิดอารมย์ร่วมในการเทรดมากเกินไป จะทำให้คุณไม่กล้า กังวล กลัว อาการเหล่านี้"ไม่ส่งผลดีต่อการเทรดเลย"
ผมอยากให้เราโฟกัสไปที่ ระบบเทรด+ผลรวมของระบบมากกว่า
ว่าค่า simple side เราชนะการเทรด(entity curve เป็นบวก) ก็ทำตามระบบไป ไม่ต้องกังวล ไม่ต้องสนใจ
"เดี๋ยวชนะ มันทำได้ เดี๋ยวก็ทำได้"
#ผีในจิตนาการ
ถ้ามีคนท้าคุณเข้าไป บ้านร้างกลางดึก...ที่มีคนบอก ว่าที่นี่มีคนตาย...มันมีผี คุณจะจิตนาการ ว่าถ้าเข้าไปยืนอยู่ในบ้านร้างกลางดึก บรรยากาศเปียกอับ, ได้ยินเสียงหลอนๆ, เห็นเงาตะคุ่ม มีสิ่งที่น่ากลัวเต็มไปหมด คุณจะเกิดอารมย์ "กลัว"(Fear) สุดท้ายคุณก็จะถอดใจและไม่เข้าไป
ที่เล่ามาเพราะมันคล้ายกัน กับการเทรด ถ้าคุณเกิดอารมย์ร่วมในการเทรดมากเกินไป จะทำให้คุณไม่กล้า กังวล กลัว อาการเหล่านี้"ไม่ส่งผลดีต่อการเทรดเลย"
ผมอยากให้เราโฟกัสไปที่ ระบบเทรด+ผลรวมของระบบมากกว่า
ว่าค่า simple side เราชนะการเทรด(entity curve เป็นบวก) ก็ทำตามระบบไป ไม่ต้องกังวล ไม่ต้องสนใจ
"เดี๋ยวชนะ มันทำได้ เดี๋ยวก็ทำได้"
#ผีในจิตนาการ
11 กันยายน 2558
Market Condition is everything
Market Condition is everything.
จริงๆ การเทรด Forex นั้นมีหลากหลายรูปแบบ ทั้งการเทรดด้วยการดูปัจจัยพื้นฐาน หรือ ว่าจะเป็น เทคนิคคอล
ซึ่ง เทคนิคคอล นั้นก็สามารถแบ่งได้เป็นหลายแบบ เช่นกัน อาทิ การเทรดด้วย elliott wave, price pattern, Ichimoku หรือ การผสม indicator ด้วยกันหลายๆตัว หรือจะเป็นการเทรด ด้วย Price action คือ ไม่ใช้ indicator ในการเทรด เน้นการอ่านกราฟเพียงอย่างเดียว
ซึ่งในหัวข้อนี้จะมาพูดถึง concept ของการเทรด Forex ด้วย Price action (PA) ครับ เพราะถนัดด้านนี้ด้านเดียว (อย่าถามเรื่อง อินดี้นะ ผมใช้ไม่เป็นจริงๆ (-..-) สิ่งที่ผิดพลาดและอันตรายมาก ของคนที่เริ่มเทรด PA ใหม่ๆคือ การมองเฉพาะแท่งเทียน เพียงอย่างเดียว ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้ว ก็จะใช้กันไม่กี่แบบ เช่น pin bar, engulfing bar, inside bar พวกนี้คือ เบื้องต้น แต่ถ้าจะเจาะลึกกันจริงๆ มีเยอะมาก หลากหลายรูปแบบ แต่ที่เป็นปัญหาหลักๆคือ เทรดเดอร์ที่เทรดด้วย PA ใหม่ๆ จะมองแต่ setup อย่างเดียว ไม่ได้มองอย่างอื่นร่วมด้วย ดังตัวอย่างด้านล่าง จะเห็นว่า Market condition เกิดการบีบอัด (Consolidation) ซึ่งเป็นภาวะที่ไม่พร้อมจะให้ส่วนต่างราคา แต่เกิด Bearish pinbar และ Brearish engulfing bar แต่ราคา ก็ไม่ได้วิ่งลงต่อ
Concept หลักในการเทรด Forex คือ เก็งกำไร ซึ่งได้มาจากการเกิด ส่วนต่างของราคา ดังนั้น ถึงมี setup bearish หรือ bullish ก็ตาม แต่ Market condition ไม่เหมาะสม ก็ไม่สามารถทำกำไรได้ ดังนั้น สรุปคือ
Market Condition is everything.
จริงๆ การเทรด Forex นั้นมีหลากหลายรูปแบบ ทั้งการเทรดด้วยการดูปัจจัยพื้นฐาน หรือ ว่าจะเป็น เทคนิคคอล
ซึ่ง เทคนิคคอล นั้นก็สามารถแบ่งได้เป็นหลายแบบ เช่นกัน อาทิ การเทรดด้วย elliott wave, price pattern, Ichimoku หรือ การผสม indicator ด้วยกันหลายๆตัว หรือจะเป็นการเทรด ด้วย Price action คือ ไม่ใช้ indicator ในการเทรด เน้นการอ่านกราฟเพียงอย่างเดียว
ซึ่งในหัวข้อนี้จะมาพูดถึง concept ของการเทรด Forex ด้วย Price action (PA) ครับ เพราะถนัดด้านนี้ด้านเดียว (อย่าถามเรื่อง อินดี้นะ ผมใช้ไม่เป็นจริงๆ (-..-) สิ่งที่ผิดพลาดและอันตรายมาก ของคนที่เริ่มเทรด PA ใหม่ๆคือ การมองเฉพาะแท่งเทียน เพียงอย่างเดียว ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้ว ก็จะใช้กันไม่กี่แบบ เช่น pin bar, engulfing bar, inside bar พวกนี้คือ เบื้องต้น แต่ถ้าจะเจาะลึกกันจริงๆ มีเยอะมาก หลากหลายรูปแบบ แต่ที่เป็นปัญหาหลักๆคือ เทรดเดอร์ที่เทรดด้วย PA ใหม่ๆ จะมองแต่ setup อย่างเดียว ไม่ได้มองอย่างอื่นร่วมด้วย ดังตัวอย่างด้านล่าง จะเห็นว่า Market condition เกิดการบีบอัด (Consolidation) ซึ่งเป็นภาวะที่ไม่พร้อมจะให้ส่วนต่างราคา แต่เกิด Bearish pinbar และ Brearish engulfing bar แต่ราคา ก็ไม่ได้วิ่งลงต่อ
Concept หลักในการเทรด Forex คือ เก็งกำไร ซึ่งได้มาจากการเกิด ส่วนต่างของราคา ดังนั้น ถึงมี setup bearish หรือ bullish ก็ตาม แต่ Market condition ไม่เหมาะสม ก็ไม่สามารถทำกำไรได้ ดังนั้น สรุปคือ
Market Condition is everything.
การกลับตัวของกราฟในแนวทางของ PA มีแค่สองแบบเท่านั้น
การกลับตัวของกราฟในแนวทางของ PA มีแค่สองแบบเท่านั้น คือ
1. กลับด้วย Counter trend trade
2. กลับด้วย Exhaustion phase
ซึ่งทั้งสองแบบ โอกาสที่กราฟจะกลับตัวเกิดขึ้นได้เหมือนๆกันแต่ "ความน่าจะเป็น" แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
#หลังเขาเทรดเดอร์
7 พฤษภาคม 2558
6 พฤษภาคม 2558
แบงก์ทำตัวยังไง เมื่อดอกเบี้ยนโยบายขยับ
แบงก์ทำตัวยังไง เมื่อดอกเบี้ยนโยบายขยับ ตอนที่ 1: ขยับดอกเบี้ยไปเพื่ออะไร ?!?
อัตราดอกเบี้ยนโยบาย คือดอกเบี้ยแกนหลักของประเทศซึ่งมีหน้าที่ประครองเศรษฐกิจให้เดินหน้าไปอย่างมั่นคง ไม่ตกต่ำจนประชาชนเดือนร้อน และไม่ร้อนแรงเกินไปจนสุ่มเสี่ยง
อัตราดอกเบี้ยนโยบายนี้ จะว่าไปก็เปรียบเหมือนคันเร่งและแป้นเบรคของรถยนต์ ซึ่งเจ้ารถยนต์นี้ก็คือการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ
เมื่อเศรษฐกิจชักจะเหงาหงอย เติบโตต่ำ ซึ่งเปรียบเหมือนรถยนต์ที่วิ่งช้าลงจนแทบหยุด โดยหลัก ๆ ก็จะดูจากการเติบโตผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Production หรือ GDP) ที่ชะลอตัว ยอดการส่งออกสุทธิที่ลดลง และอัตราเงินเฟ้อที่ต่ำลง คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ก็จะเหยียบคันเร่งด้วยการ “ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย” เพื่อส่งสัญญาณให้กลไกหลักในตลาดการเงิน ซึ่งก็คือแบงก์พาณิชย์ ปรับลดดอกเบี้ย เพื่อกระตุ้นให้เศรษฐกิจมีแรงฮึดจนกลับมาคึกคักได้อีกครั้ง กล่าวคือ
1) ส่งสัญญาณให้แบงก์พาณิชย์ “ในฐานะเจ้าหนี้” ลดดอกเบี้ยเงินกู้ เพื่อให้ลูกหนี้ซึ่งมีทั้งประชาชนและภาคธุรกิจหายใจหายคอได้คล่องขึ้นด้วยเหตุที่ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยจะลดลง … เมื่อดอกเบี้ยต่ำลง ลูกหนี้ที่เป็นประชาชนผู้บริโภค ก็มีแนวโน้มจะใช้จ่ายด้วยการก่อหนี้มากขึ้น เช่น หนี้บัตรเครดิต หนี้สินเชื่อส่วนบุคคล และเมื่อดอกเบี้ยต่ำลง ลูกหนี้ที่เป็นภาคธุรกิจ ก็มีแนวโน้มที่จะกู้ยืมเพื่อไปลงทุนทำธุรกิจมากขึ้น
2) ส่งสัญญาณให้แบงก์พาณิชย์ “ในฐานะลูกหนี้” ลดดอกเบี้ยเงินฝาก เพื่อกดดันให้ลูกค้าเงินฝาก คิดอ่านนำเงินออมที่ได้ดอกเบี้ยต่ำลงไปใช้จ่ายมากขึ้น หรือไม่ก็เอาไปลงทุนอย่างอื่นที่ได้ผลตอบแทนสูงขึ้น
อัตราดอกเบี้ยนโยบาย คือดอกเบี้ยแกนหลักของประเทศซึ่งมีหน้าที่ประครองเศรษฐกิจให้เดินหน้าไปอย่างมั่นคง ไม่ตกต่ำจนประชาชนเดือนร้อน และไม่ร้อนแรงเกินไปจนสุ่มเสี่ยง
อัตราดอกเบี้ยนโยบายนี้ จะว่าไปก็เปรียบเหมือนคันเร่งและแป้นเบรคของรถยนต์ ซึ่งเจ้ารถยนต์นี้ก็คือการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ
เมื่อเศรษฐกิจชักจะเหงาหงอย เติบโตต่ำ ซึ่งเปรียบเหมือนรถยนต์ที่วิ่งช้าลงจนแทบหยุด โดยหลัก ๆ ก็จะดูจากการเติบโตผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Production หรือ GDP) ที่ชะลอตัว ยอดการส่งออกสุทธิที่ลดลง และอัตราเงินเฟ้อที่ต่ำลง คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ก็จะเหยียบคันเร่งด้วยการ “ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย” เพื่อส่งสัญญาณให้กลไกหลักในตลาดการเงิน ซึ่งก็คือแบงก์พาณิชย์ ปรับลดดอกเบี้ย เพื่อกระตุ้นให้เศรษฐกิจมีแรงฮึดจนกลับมาคึกคักได้อีกครั้ง กล่าวคือ
1) ส่งสัญญาณให้แบงก์พาณิชย์ “ในฐานะเจ้าหนี้” ลดดอกเบี้ยเงินกู้ เพื่อให้ลูกหนี้ซึ่งมีทั้งประชาชนและภาคธุรกิจหายใจหายคอได้คล่องขึ้นด้วยเหตุที่ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยจะลดลง … เมื่อดอกเบี้ยต่ำลง ลูกหนี้ที่เป็นประชาชนผู้บริโภค ก็มีแนวโน้มจะใช้จ่ายด้วยการก่อหนี้มากขึ้น เช่น หนี้บัตรเครดิต หนี้สินเชื่อส่วนบุคคล และเมื่อดอกเบี้ยต่ำลง ลูกหนี้ที่เป็นภาคธุรกิจ ก็มีแนวโน้มที่จะกู้ยืมเพื่อไปลงทุนทำธุรกิจมากขึ้น
2) ส่งสัญญาณให้แบงก์พาณิชย์ “ในฐานะลูกหนี้” ลดดอกเบี้ยเงินฝาก เพื่อกดดันให้ลูกค้าเงินฝาก คิดอ่านนำเงินออมที่ได้ดอกเบี้ยต่ำลงไปใช้จ่ายมากขึ้น หรือไม่ก็เอาไปลงทุนอย่างอื่นที่ได้ผลตอบแทนสูงขึ้น
นอกจากนั้น การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย โดยกลไกแล้วก็คือการปรับลด “อัตราดอกเบี้ยธุรกรรมซื้อคืนพันธบัตรระยะเวลา 1 วัน” (1-Day Repurchase Rate หรือเรียกสั้น ๆ ว่า 1-Day Repo Rate) ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยสำหรับธุรกรรมกู้ยืมระยะสั้นระหว่างสถาบันการเงิน ที่มีธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นเจ้ามือหลักอยู่ในตลาด และมีธนาคารพาณิชย์เป็นคู่ค้าหลัก ซึ่งเจ้าอัตราดอกเบี้ย 1-Day Repurchase Rate นี้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นและระยะกลางด้วยเช่นกัน กล่าวคือ เมื่อเจ้า 1-Day Repo Rate ถูกปรับลดลง อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรภาครัฐ (กระทรวงการคลังและแบงก์ชาติ) ก็จะลดลงตามไปด้วย เมื่ออัตราดอกเบี้ยพันธบัตรลดลง ก็จะทำให้ความน่าสนใจในการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำมาก ลดลงไปด้วย เท่ากับเป็นการกดดันให้นักลงทุนในพันธบัตร ต้องคิดใหม่ทำใหม่ ในการลงทุนอย่างอื่นให้ได้ผลตอบแทนมากขึ้น (หลักการคล้าย ๆ กับการลดดอกเบี้ยเงินฝาก)
และนอกจากนั้น การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ยังมีผลต่ออัตราแลกเปลี่ยนด้วย เนื่องจากผู้ที่ลงทุนในพันธบัตรภาครัฐไทยนั้น ไม่ได้มีแค่คนไทย แต่ยังมีนักลงทุนต่างประเทศด้วย เมื่อผลตอบแทนต่ำลง ความน่าสนใจก็ลดลง จึงมีแนวโน้มที่จะถอนเงินลงทุนออกไปประเทศอื่นที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า จึงทำให้ค่าเงินบาท (เมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักอย่าง US Dollar) มีโอกาสอ่อนลงด้วย และเมื่อเงินบาทอ่อนลง ภาคธุรกิจส่งออกก็จะขายสินค้าได้เป็นเงินบาทมากขึ้น กำไรก็จะมากขึ้น จึงเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจได้อีกช่องทางหนึ่ง
ในทางกลับกัน เมื่อเศรษฐกิจชักจะคึกคักเกินไป เติบโตร้อนแรง ซึ่งเปรียบเหมือนรถยนต์ที่ชักจะซิ่งเกินจนมีโอกาสแหกโค้งพากันตายยกคัน เงินเฟ้อชักจะพุ่งสูงจากการที่ข้าวของแพง กนง.ก็จะเหยียบเบรคด้วยการ “ปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบาย” เพื่อส่งสัญญาณให้แบงก์พาณิชย์ ปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยทั้ง 2 ขา เพื่อติดเบรคเศรษฐกิจให้ไม่ร้อนแรงจนเกินไป กล่าวคือ
1) เมื่อดอกเบี้ยเงินกู้สูงขึ้น ลูกหนี้ที่เป็นประชาชนผู้บริโภค ก็มีแนวโน้มที่จะลดการใช้จ่ายด้วยการก่อหนี้ และลูกหนี้ที่เป็นภาคธุรกิจ ก็มีแนวโน้มที่จะลดการกู้ยืม เพราะต้นทุนแพงขึ้น และ
2) เมื่อดอกเบี้ยเงินฝากสูงขึ้น ลูกค้าที่ชอบความเสี่ยงต่ำ ก็จะลดการใช้จ่ายและการลงทุนด้านอื่น ๆ เพื่อเอาเงินมาฝากมากขึ้น
และเช่นเดียวกัน เมื่อมีการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งก็คือการปรับเพิ่ม 1-Day Repo Rate ก็จะทำให้การลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำมาก อย่างพันธบัตรภาครัฐ มีความน่าสนใจมากขึ้น เท่ากับเป็นดึงเงินออกมาจากการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงกว่า
ทางด้านอัตราแลกเปลี่ยนก็เช่นกัน เมื่อผลตอบแทนพันธบัตรภาครัฐของไทยสูงขึ้น ความน่าสนใจก็สูงขึ้น จึงมีแนวโน้มที่เงินลงทุนจะไหลเข้าประเทศมากขึ้น จึงทำให้ค่าเงินบาท (เมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักอย่าง US Dollar) มีโอกาสแข็งค่าขึ้น และเมื่อเงินบาทแข็งค่าขึ้น ภาคธุรกิจส่งออกก็จะขายสินค้าได้เป็นเงินบาทน้อยลง กำไรก็จะลดลง เท่ากับเป็นการกระตุ้นชะลอเศรษฐกิจอีกทางหนึ่ง
ซึ่งกระบวนการทั้งหมดข้างต้น สรุปเป็นภาพได้ดังนี้
จึงจะเห็นได้ว่า กระบวนการเหยียบคันเร่งและเหยียบเบรคของระบบเศรษฐกิจนั้น มีกลไกสำคัญอยู่ 2 ส่วนคือ กนง. (รัฐ) และแบงก์พาณิชย์ (เอกชน) … กนง. จะพิจารณาว่า “จุดไหน” ที่ควรจะขยับอัตราดอกเบี้ยนโยบายได้แล้ว ขณะที่แบงก์พาณิชย์เป็นฝ่าย “รับลูก” มาปรับอัตราดอกเบี้ยของตัวเองต่อไป … และในเมื่อแบงก์พาณิชย์รับบทบาทสำคัญในภาคเอกชน ซึ่งมีผลกระทบต่อประชาชนและภาคธุรกิจในวงกว้าง เดี๋ยวตอนหน้ามาตามดูกัน ว่าการปรับลดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในอดีตที่ผ่านมาจนถึงครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 11 มี.ค. 58 นั้น แบงก์พาณิชย์รับลูกมากน้อยแค่ไหน และเขาได้หรือเสีย :D
CR : http://thailandinvestmentforum.com/2015/03/15/howbanksmove/
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)





























